ข้าพเจ้า ขอเริ่มปฐมบทแห่ง ie learning ด้วยชื่อเรื่องที่ฟังดูบ้านๆ ตามสไตล์ของข้าพเจ้า ที่นิยมการการเขียนหรือบรรยายเรื่องทางวิชาการ ในรูปแบบที่พิสดารๆ เยี่ยงนี้
การเปิดประเด็นสนทนากัน ในเรื่องที่ 1 นี้ คงน่าจะเป็นจุดเริ่มต้น ของการปรับกระบวนทัศน์ ทางความคิดของพวกเราได้ดีที่สุด ....
ขอเริ่มเลย ... ข้าพเจ้าขอเริ่มเปิดฉาก ด้วยเรื่องของอาหารไทยๆ ที่ทุกคนคุ้นเคยดี ....
ข้าว-ไข่ดาว-แกงเขียวหวานไก่

วันหนึ่ง ณ ร้านข้าวแกง ในปั๊มน้ำมัน ปตท. แห่งหนึ่งใน จ.สุราษฎร์ธานี ข้าพเจ้าได้พบว่า "ไข่ดาว" ของร้านคุณป้าร้านนี้ ช่างน่าตื่นตาตื่นใจ .... ดูน่ากินแบบสุดๆ ดังรูป ...
".... ไข่ดาวสีแดงสด
ไข่ขาวในวงรอบนอก กรอบและเกรียมเล็กน้อย
จากนั้น ก็จะค่อยๆ ไล่ระดับความสุก
จากความกรอบ สู่ความอ่อนนุ่ม กึ่งๆ ดิบเล็กน้อย
จนมาล้อมรอบไข่แดง ที่เริ่มเป็นยางมะตูมเหนียวข้น
ไม่สุกจนแข็งกระด้าง และ ไม่ดิบจนเหมือนไข่แดงสดๆ ....."
เพียงได้กินไข่ดาวฟองนี้ กับ ข้าวสวยร้อนๆ และน้ำปลาพริกดีๆ ... อาหารมื้อง่ายๆ มื้อนี้ ก็ คือ อาหารทิพย์ ของมนุษย์เดินดินอย่างข้าพเจ้าโดยแท้ ...
อย่างไรก็ตาม ข้าพเจ้านึกสงสัยขึ้นในใจทันทีว่า ?
คุณป้านักทอดไข่ดาวท่านนี้ ไปหัดเรียนวิธีการทอดไข่มาจากไหน ?
เพราะความจริงแล้ว ..... ไข่ดาว ดูเหมือนจะเป็นอาหารที่ทำง่ายที่สุด ไม่ต้องใช้อุปกรณ์และเครื่องปรุงใดๆ มากมาย มีแค่เตาไฟ มีกระทะ มีน้ำมัน มีไข่อีกหนึ่งฟอง มีกระบวนการผลิตที่ง่ายที่สุด คือ แค่ออกแรงตอกไข่เบาๆ เอาลงไปทอด ก็กินได้แล้ว
แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง .... หากจะต้องเขียนตำรา เพื่ออธิบายหรือสั่งสอน ให้พวกเราสามารถทอดไข่ให้ได้หน้าตาที่สวยงามน่ากินดังภาพ คงจะเป็นเรื่องที่ยากมากๆ ....
เพียงแค่พยายามเขียนอธิบายวิธีการคัดเลือกวัตถุดิบ ในการผลิตไข่ดาว ...
เช่น เราจะทดสอบได้อย่างไรว่า ไข่ฟองใด มีไข่แดงที่สีแดงจัดแบบนี้ ? ก็คงจะต้องอาศัยเทคโนโลยีกล้องดิจิตอล ที่เล็กระดับนาโน สอดผ่านเข้าทางรูพรุนของเปลือกไข่เข้าไปถ่ายภาพไข่แดง แล้วมาประมวลผลความเข้มของแสงสีแดงที่สะท้อนออกมา .... อะไรที่ประดักประเดิดทำนองนี้ ....
และยิ่งหากจะพยายาม อธิบายถึงเทคนิคการทอดไข่ดาวให้กรอบนอก-เยิ้มใน เยี่ยงนี้ ก็คงต้องประยุกต์ใช้เทคนิค DOE (Design of Experiments) มาจับทีละพารามิเตอร์ อย่างแน่นอน ....
และเรื่องที่น่าตลก ก็คือ หากถามคุณป้าไข่ดาวว่า
แกสามารถทอดไข่ดาวให้น่ากินแบบนี้ได้อย่างไร?
ก็คงจะได้คำตอบแบบ 2 แนวทาง .... ได้แก่
1. คุณป้าตอบว่า ...
"ป้าไม่รู้หรอกจ้ะ ... ก็แค่ทอดๆ ดูๆ ใช้แค่ความรู้สึก ..."
คือ หากอธิบายในแนวปรัชญานิกายเซ็น คงถ่ายทอดเป็นบทกลอน ที่สามารถร่ายเป็นโศลกที่งดงาม ได้ว่า ...
ทอดเอย .. ทอดไข่
ใส่ใจ .. สุขสันต์
ใครรอ ... ช่างมัน
ไข่ฉัน ... ต้องงาม ...
นี่ก็คือ การทอดไข่ดาวด้วยใจ ... เรียกว่า เป็นการตอบแบบ "อภิมหาปรัชญาขั้นสูง" ....
แต่ ... อย่างไรก็ตาม ลองมาพิจารณา คำตอบ ที่เป็นไปได้ในแนวที่สอง ของคุณป้า .... ที่ใกลเคียงโลกแห่งความจริงกว่าแบบแรก ... ก็จะได้คำตอบว่า ...
2. คุณป้าตอบว่า .....
"กูไม่รู้ .. ถามกูทำไม?
กูกำลังยุ่ง .... อย่ามากวนใจ ....
ร้านกูแคบ... มึง รีบ แ_ก ไวๆ
.... อย่ามัวร่ำไร ถ่ายรูปไข่ดาวกู ...
ไอ่อ้วน !!!"
การตอบแบบนี้ เรียกว่า การตอบแบบ "ปราชญ์พื้นบ้าน" .... ดุดัน จริงใจ เข้าประเด็น และได้ใจผู้ฟังแบบสุดๆ .... ถือว่าเป็นการทอดไข่ดาวเพื่อสังคมจริงๆ ไม่มีแบ่งแยกชั้น วรรณะ ของลูกค้า ... เพียงแค่ทำหน้าที่ ส่งมอบสิ่งดีๆ มี spec ถูกต้องครบถ้วน ตามที่ลูกค้าพึงพอใจสูงสุด .... จัดได้ว่าเป็นการทอดไข่ดาว ตามหลัก Quality Control โดยแท้ ...
ด้วยประการทั้งปวง ประเด็นที่ข้าพเจ้าอยากจะชี้ชัดๆ ในกรณีศึกษาเรื่อง "ไข่ดาว" ก็คือ
.... ทำอย่างไรหนอ ?
พวกเรา จึงจะสามารถพัฒนาองค์ความรู้
ที่พวกเราอุตส่าห์ร่ำเรียนมาแทบตายในมหาวิทยาลัย
สามารถนำมาใช้ในงานได้จริงๆ ในอนาคตได้ ....
สามารถใช้อย่างชำนาญ สามารถใช้ได้อย่างมืออาชีพ
... จนถึงขั้นว่า ....
.. แค่ใช้ความรู้สึก ... ทุกอย่างก็ทะลุปรุโปร่ง
และสำเร็จงดงาม
.... ดุจดัง การทอดไข่ดาว .... ของอีป้าคนนี้ .....
.... ขอพักเรื่อง "ไข่" ไว้แค่นี้ก่อน .... เปลี่ยนมาคุยเรื่อง "แกงเขียวหวานไก่" สักหน่อย ......

ในโลกแห่งความจริง คนเราไม่ได้กินแต่ไข่ดาวเป็นอาหารหลัก เพราะอาหารทั้งโลกที่มนุษย์ประดิดประดอยขึ้น มีมากมายนับล้านชนิด และก็สามารถตอบสนองความต้องการ ของมนุษย์และสังคมได้อย่างดีเยี่ยม ...
ดังนั้น หากมองว่า วิชาหนึ่งๆ ที่เราเรียน ดุจดังอาหารชนิดหนึ่ง ... ก็จะเห็นชัดเจนเลยว่า ... ความซับซ้อน ความสำคัญ ความยากง่าย ขององค์ความรู้ของแต่ละวิชา ล้วนมีลักษณะดุจดัง ความหลากหลายของอาหารเหล่านี้ ....
ในกรณีนี้ หากสมมุติว่า วิชาหนึ่งในศาสตร์ด้าน Industrial Engineering คือ "แกงเขียวหวานไก่"
ดังนั้น หากเราต้องการศึกษาศาสตร์นี้ เพื่อนำไปใช้ทำมาหากินในอนาคต สิ่งที่พวกเราต้องกระทำ คือ การเริ่มต้นเรียนรู้จากตำราเรียน เล่มนี้ ผ่านการชี้แนะจากท่านผู้สอน .... ซึ่งส่วนมาก ... ก็เริ่มจากจุดนี้ .. แบบเนี้ยๆ หละ .. คือ ...
".... เอ้า !!! ... นักศึกษาเปิดหนังสือหน้าแรก ...
เบิ่งตาดู slide แผ่นแรกบน powerpoint เนี้ยนะ ...
นี่คือ ....... นิยามศัพท์ / ประเภท / ประโยชน์ ....
และ นี่คือ ... ภาพแกงไก่ที่สวยงาม ..... ฯลฯ"
แม้ว่า พวกเราจะท่อง จะอ่าน จะเข้าใจเพียงใด พวกเราไม่มีวัน สัมผัสแกงเขียวหวานที่แท้จริง ไม่รับรู้ถึงกลิ่นอันหอมหวน ไม่สำเนียกถึง รสชาติของแกงเขียวหวานไก่ได้อย่างถ่องแท้แน่นอน .... หากเราไม่เคยได้ลองกินมันอย่างจริงๆ จังๆ
นอกจากนี้ ในตำราเรียน มักจะเน้นถึงเรื่องส่วนประกอบ-โครงสร้าง- รวมทั้งสูตรการคำนวณที่ตายตัว .... ดังนั้น คนที่เก่ง ที่สามารถสอบวิชานี้ได้ "A" ก็คือ คนที่จดจำตัวเลขเหล่านี้ได้แม่น .... จะตัดเกรด A หรือ B ก็ชิงแชมป์กัน ตรงที่พวกสูตรและตัวเลขทิงนองนอย เหล่านี้หละ ...
หากมองในแง่การอธิบายขั้นตอน กระบวนการ .....
ตำราทั้งหลาย อาจจะดูแล้วแจ่มแจ้ง ชัดเจน และสร้างความมั่นใจให้กับผู่อ่านเสมอว่า นี่คือ วิธีการที่เที่ยงแท้ แน่นอน ใครก็ตาม ที่ทำตามนี้ ย่อมน่าจะได้ "แกงเขียวหวานไก่" ที่อร่อยถูกใจผู้บริโภคยิ่งนัก ...
แต่เชื่อไหมว่า ... สำหรับมืออาชีพ ... ไม่มีใครในโลก ทำแกงไก่ตามขั้นตอนหรือตามกระบวนการนี้เลย ... อาจจะมีบ้าง ก็เพียงแค่ใช้โชว์ตามรายการทีวี หรือ ใช้ในการสื่อสารเบื้องต้นเท่านั้น ....
.... และหากพิจารณาถึง การถ่ายทอดความรู้ในด้านเทคนิคผ่านทางตำราเรียน จะทำได้ค่อนข้างยากมาก ... ดังแสดงตัวอย่างในภาพบน ... เทคนิคการทำแกงเขียนหวานไก่ให้อร่อย ... บรรยายไว้แค่นี้จริงๆ ว่า "หากต้องการให้เผ็ด ก็เติมพริกได้"
.... มีแค่นี้จริงๆ ......
เรื่องที่น่าแปลก ก็คือ บ่อยครั้งที่เนื้อหาในตำรา มักจะพยายามกล่าวถึง เนื้อหาที่เป็นสามัญสำนึกธรรมดาๆ แต่พยายามที่จะสร้างระบบ จัดหมวดหมู่ ให้มันซับซ้อนวกวน ทำให้เหล่าเด็กๆ ป่วนสมองเล่นๆ ดังตัวอย่างที่แสดงในภาพบน .....
ดังนั้น เมื่อมีการสอบวัดผล เพื่อทำการวัดระดับสติปัญญาของเหล่านักเรียนตาดำๆ .... ข้อสอบแบบประเพณีนิยม ที่ชอบถามเด็ก ก็มักเป็นเช่นนี้ ...
"จากตำราแกงเขียวหวานไก่ อุปกรณ์ประกอบ ลำดับที่ 3 คือ อุปกรณ์ใด ?"
แน่นอน ...
เด็กที่ตอบว่า "หม้อสแตนเลส"
กระซวกเกรด "A" ... จัดเป็นอัจฉริยะระดับเทพ ....
"หม้อสะแตนเลส" หรือ "หม้อสะเตนเลศ"
ก็รับ "B/B+" ... โทษฐานที่สะกดผิด ....
เด็กที่ตอบว่า
"หม้อเหล็ก/หม้อดิน/หม้อฯลฯ"
คงได้ประมาณ "C" ... จัดเป็นชนชั้นกลาง
มีนิสัยหาเช้ากินค่ำ ใช้ชีวิตชิวๆ ....
ขอท่องหนังสือแค่ครึ่งเล่ม เพื่อแลกกับเกรด "C" ก็เอาอ่ะ .......
และ สุดท้าย ..
เด็กที่ตอบว่า "ภาชนะอะไรก็ได้ ที่ไม่รั่วและทนไฟได้" ...
แน่นอน รับ "F" ไปเต็มๆ ...
ถือว่า มั่วนิ่ม .... ลักไก่ ... ตอบแบบเหวี่ยงแห ... ไอ่เด็กvain !!! ฯลฯ
..... นี่คือ ระบบการวัดผลการศึกษา .... ที่พวกเราทุกคน แม้แต่ข้าพเจ้าเอง ..... ก็ผ่านมาแล้วตลอดชีวิตการเรียนนับตั้งแต่เยาว์วัย ....
ในความเชื่อของระบบนี้ ...
แค่เพียงคิดและวิเคราะห์ทางความคิดว่า
"อุปกรณ์ที่ใช้ใส่ทำแกงเขียวหวาน"
คือ
"ภาชนะอะไรก็ได้ ที่ไม่รั่วและทนไฟได้"
..... พวกเรายังไม่เคยกล้าจะคิดเลย ...
เพราะพวกเราเชื่อว่า .....
การพร่ำบ่นภาวนา ท่องแต่คำว่า "หม้อๆๆๆๆๆๆ"
ย่อมปลอดภัยกว่า เพราะอย่างน้อยก็เซฟแน่ๆ
.... ได้เกรด "C" ขึ้นไปแน่นอน ....
ดังนั้น สำหรับข้าพเจ้าแล้ว ....
การวัดผลและถ่ายทอดความรู้ในลักษณะนี้
จึงล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง ...
และยิ่งเมื่อเด็กเรียนจบ ... ก้าวสู่ชีวิตจริง ....
ทุกอย่างจะตรงข้ามกันหมด ...
และ นั่นหมายถึง หายนะขององค์กร และของสังคมโดยรวม .....
ดังนั้น จากกรณีนี้ .....
คนที่น่าจะมีประโยชน์ต่อองค์กร
คนที่สร้างสรรค์ คนที่รู้จักแก้ปัญหา คนที่อยู่รอดได้
และคนที่สามารถพัฒนาศักยภาพตนเองได้ตลอดชีวิต ...
คือ คนที่ได้ "F" ในโจทย์หม้อๆ ข้อนี้ ....
และในทางกลับกัน คนที่ได้ "A" ในโจทย์นี้ คือ หายนะขององค์กร
และแน่นอน เขา ย่อมเป็นความน่าเบื่อหน่ายของเพื่อนร่วมองค์กรโดยแท้ ....
ภาษาทางเทคนิค
เรียกลักษณะของกรอบความคิดแบบนี้ ว่า
"การคิดแบบเส้นตรง" (linear thinking)
เช่น
หากเขาผู้นี้ ได้รับมอบหมาย
ให้ทำหน้าที่ ให้คอยเปิดประตูโรงงานให้รถบรรทุกเข้ามาส่งของ
.... เขาก็จะสามารถเปิดประตูโรงงานได้ดี ถูกต้องยิ่งนัก
... รับรองได้ว่า ทุกครั้งที่เขาไปเปิดประตู
เพื่อให้รถบรรทุกเข้ามาในโรงงาน
... เขาก็จะแค่ "เปิดประตู" เท่านั้น
เขาจะไม่ปิดประตูเมื่อเสร็จภาระกิจเด็ดขาด
และสิ่งที่เลวร้ายไปกว่านั้นก็คือ ....
หากมีรถบรรทุกคันอื่นๆ
ต้องการจะแล่นออกจากโรงงาน
เขาก็จะไม่ยอมเปิดประตูให้รถออกอีกเช่นกัน ......
เพราะเขาได้รับมอบหมาย ให้.....
เปิด-ประตู-ให้-รถบรรทุก-เข้า ... มาในโรงงาน
"เท่านั้น"
แต่กรณีนี้...
องค์กรนั้นๆ ก็มักจะไม่ค่อยรู้สึก
ในผลกระทบในความฉลาดแบบโง่ๆ นี้ ....
เพราะในทางปฏิบัติ .... เมื่อเขาเปิดประตูครั้งแรกแล้ว ...
เขาก็จะไม่ปิดประตูอีกเลย ....
ดังนั้น ....
ผลลัพธ์ที่องค์กรได้รับ
จึงใกล้เคียงวัตถุประสงค์ที่องค์กรต้องการ
คือ แค่ต้องการให้รถสามารถผ่านเข้าออกประตูได้แน่นอน ...
แต่
"หายนะอันใหญ่หลวง"
ที่แฝงมาในการทำงานแบบ linear thinking
คือ
การสูญเสียระบบความปลอดภัยของประตูโรงงาน ....
เนื่องจากประตูถูกเปิดอ้าทิ้งไว้ตลอดกาล
โดยการคิดของชาว linear thinking .... นั่นเอง

สิ่งที่ข้าพเจ้าพยายามจะอธิบายในการบรรยายครั้งนี้ คือ
1. ในโลกนี้ ไม่ได้มีเพียงแกงเขียวหวานไก่เพียงอย่างเดียว ที่ตอบสนองความหิวของมนุษย์ได้ .... ยังมีอาหารอื่นอีกมากมายเหลือคณานับ .....
2. จากบทเรียน เรื่องการเรียนรู้ถึงการทำแกงเขียวหวานไก่ ....
พวกเราทุกคน ควรมองเนื้อหาในตำราเรียน ในมุมมองที่กว้างขึ้น เช่น
เมื่อมองไปที่ "หม้อ" .... ก็อย่าแค่ยึดมั่นว่า นี่คือ "หม้อสแตนเลส" เท่านั้น ... แต่จงมองมัน แล้วประมวลผลว่า .... มันคือ "ภาชนะอะไรก็ได้ ที่ไม่รั่วและทนไฟได้"
หากสามารถฝึกการมอง การคิด การวิเคราะห์ การสังเคราะห์ ได้เยี่ยงนี้แล้ว ... การก้าวสู่ การพัฒนาตนเองในระดับมืออาชีพ ในทุกๆ สิ่งที่เราจะทำในอนาคต ก็ไม่ยากเกินกว่าจะทำได้ ...
และนี่.... คือ เหตุผลที่ นักศึกษาที่จบใหม่ๆ เมื่อเข้าไปเริ่มงาน มักจะบอกตัวเองว่า
.... ทำไม? กูไม่รู้เรื่องอะไรเลย
.... ทำไม? ทุกอย่างรอบตัว ไม่เหมือนกับสิ่งที่กูเคยเรียนเลย ...
..... ทำไม ทำไม ทำไม .....????
ก็แน่นอน น้องๆ ที่รัก ...
การมองแบบยึดมั่นถือมั่น ที่พยายามเจาะจง มองหา "หม้อ" เมื่อเทียบกับ ....
การมองมุมกว้าง เปิดใจมองหา "ภาชนะอะไรก็ได้ ที่ไม่รั่ว และทนไฟ"
... ย่อมให้ความรู้สึกที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ....
ตลอดชีวิตการเป็นนักเรียนของพวกเจ้า ถูกหลอนด้วยระบบการคิดแบบ linear thinking มาตลอดชีวิต ...
เกรดส่วนใหญ่ ที่วัดผลการเรียนของพวกเจ้า ล้วนใช้ระบบ linear thinking เป็นตัวตัดสินทั้งสิ้น ....
(และนี่คือ ที่มาของมุกตลกฝืดๆ ของข้าพเจ้า .. ที่ชอบพูดเล่น บ่อยๆ เสมอว่า ....
... วันนี้.. เราจะสอบ และตัดเกรดด้วยการตรวจเล็บ ...
ใครเล็บสั้น ..สะอาด เอา A ไปเลย เพราะ ถือว่า รับผิดชอบดี มีสุขอนามัย ....
ใครเล็บยาว ... แจก F เพราะถือว่า โส มากๆ
.. เป็นการประชดทางความคิด ที่ซ่อนอยู่ลึกๆ ในใจข้าพเจ้าตลอดมา ....)
3. และท้ายสุด เมื่อเรารู้จักมองทุกสิ่งทุกอย่างในเชิงวิเคราะห์... ในมุมมองที่ต่างไปจากเดิม ทุกอย่างก็เป็นเรื่องง่ายหมด
... การอ่านตำรา การใฝ่หาความรู้จากแหล่งอื่นๆ ไม่ใช่เรื่องน่าเบื่ออีกต่อไป ....
แต่เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี สำหรับการต่อยอดทางความคิด ... หากเรารู้จัก มองทุกอย่างในมุมมองที่กว้างขึ้น ...
ยกตัวอย่างง่าย ๆ ... ในมุมมองของเรา ...
เราต้องอดทนฝึกภาษาอังกฤษ
เพื่อทำคะแนน โทเฟล / โทอิค สูงๆ ...
เพื่อความก้าวหน้าในอนาคต ...
เมื่อเทียบกับ ....
เราต้องอดทนฝึกภาษาอังกฤษ ....
เพื่อให้ทำงานได้คล่องขึ้น
เพื่อจะได้ดูหนังฝรั่งได้สนุกๆ
เพื่อเพิ่มโอกาสในการมีแฟนต่างชาติ
เพื่อจะได้ไปติวน้องๆ หน้าตาน่ารักๆ
... และ เพื่อใช้สอนลูกๆ ของเรา ในอนาคต ....
เรื่องเดียวกันแท้ๆ ...
คนละมุมมอง ... คนละอารมณ์ ...
คนละความรู้สึก ...
แต่ผลของมัน แตกต่างกันมากๆ เช่นกัน
มุมมองแบบแรก ... ทำให้เครียด .. กดดัน ... เป็นทุกข์หนักหนา ...
แต่
มุมมองแบบหลัง .... ทำให้สนุก ... อยากดูหนัง ... อยากมีเมียฝรั่ง .... อยากไปหลอกเด็ก ... และ ... อยาก ได้ใช้เวลาอยู่กับลูกๆ ในอนาคต ... ได้สนุกกับเขา ... และได้ภูมิใจในตัวเขา ....
และท้ายสุด ... เมื่อเริ่มรู้จักมอง รู้จักคิด รู้จักเรียนรู้ ... และมีความสุขกับสิ่งเหล่านี้ได้ ... เราก็จะบรรลุ สู่การเป็น "นักทอดไข่ดาวมืออาชีพ" ได้แน่นอน .....
4. .... แต่ .... ยังไม่จบ ...
เมื่อพวกเราบรรลุถึงขั้น การทอดไข่ดาวระดับเทพ .... เชื่อว่า ณ จุดนั้น พวกเราย่อมอ่านเรื่องราวได้ขาด ตัดสินใจได้ดี ... ควบคุมสถานการณ์ได้มั่นคง ..... แต่โปรดระวัง ...
เพราะ พวกเรา ก็คงจะติดในวังวนเหมือน คุณป้าคนนั้น .... ป้าคนที่ชำนาญนักหนาในเรื่องการทอดไข่ดาว
แต่ท้ายที่สุด ก็ไม่สามารถตอบได้ว่า
" กูทอดไข่ให้มันฟูสวยได้อย่างไร? ..."
และนี่ .. คือ เหตุผลที บรรดาศิษย์เก่ารุ่นโบราณ ที่ทำงานได้สักพัก
มักจะมาคุยกับข้าพเจ้าเสมอๆ ว่า ...
ทุกวันนี้ แม้ว่างานการจะมั่นคงดี แต่กลับรู้สึกว่า "ตนเองโง่ลงๆ ทุกวัน ...."
และหาคำตอบให้กับตนเองไม่ได้เลยว่า .... ท้ายสุดแล้ว ชีวิตเรา.... จะเป็นอย่างไรในตอนจบ .....
ข้าพเจ้าเข้าใจความรู้สึกเหล่านี้ดี ....
และคงจะไม่ต่างจากความรู้สึก ของคุณป้านักทอดไข่ดาวคนนี้แน่นอน ....
เพราะ ...วันหนึ่งๆ ป้าแกคงคิดเสมอๆ ว่า
... กูทอดไข่ไปเรื่อยๆ .... ทุกวัน
ทอดทีไร มันก็งามทุกที ...
ก็แน่นอนอยู่แล้ว .... เพราะ กูยืนทอดมา 40 ปีแล้วนั่นเอง .....
ดังนั้น
ประเด็นเรื่อง การพัฒนาตนเองในกรณี คนทอดไข่ดาวมืออาชีพ ...
คงจะต้องเปิดประเด็นสนทนากัน .... ในโอกาสต่อไปอย่างแน่นอน ....
และท้ายสุด มีประเด็นที่จำเป็นต้องกล่าวขอโทษ/ขอบคุณ และกล่าวสรุปสุดท้าย ... ในบรรทัดสุดท้าย (อ่านให้ดีๆ) ดังต่อไปนี้ ...
.................................................................................................................
1. สำหรับผู้เขียนตำราอาหารไทย ที่ข้าพเจ้าใช้เป็นภาพประกอบเรื่องนี้
ข้าพเจ้ามิได้เจตนาลบหลู่ดูแคลนการถ่ายทอดวิธีการทำแกงเขียวหวานไก่แต่อย่างใด .... เพียงแค่ใช้เป็นตัวอย่างอุปมาอุปไมย ให้ผู้อ่านเห็นภาพของระบบการศึกษาในปัจจุบัน
..............................................................................................................
2. สำหรับผู้ที่ผ่านระบบการศึกษาแบบ linear thinking แล้วได้เกรดดีๆ
สิ่งที่ข้าพเจ้าเขียน มิได้ตั้งใจจะทำลายความรู้สึก หรือ discredit คนที่สอบได้ A หรือ เกรดอื่นๆ ที่สูง เพียงแต่อยากจะชี้ให้พวกเรา ต้องยอมรับว่า ในโลกแห่งความจริงนั้น ... คนที่เกรดสูง อาจจะมีมุมมอง ที่ไม่ครบถ้วน ... (เช่นเดียวกับคนที่เกรด ธรรมดาๆ)
และในทำนองเดียวกัน การได้เกรดสูงๆ อาจมีผลทำให้เราหลงตัวเอง และเข้าใจตนเองผิดๆ ซึ่งมีผลร้ายต่อวิธีการคิดของเรายิ่งนัก
ข้าพเจ้ากล้าพูดเช่นนี้ เพราะตัวข้าพเจ้าเอง มีประสบการณ์โดยตรงในกรณีนี้ เนื่องจากข้าพเจ้าสำเร็จการศึกษาวิศวกรรมศาสตรบัณฑิตในระดับเกียรตินิยม ข้าพเจ้าภูมิใจและมั่นใจในความ "ฉลาดและเก่ง" ของตนเองยิ่งนัก
แต่ในห้าปีแรกของการทำงาน นับจากตอนที่ข้าพเจ้าเรียนจบใหม่ๆ ข้าพเจ้าไม่เคยมีความสุข เพราะข้าพเจ้าไม่สามารถทนต่อความล้มเหลว หรือ การพ่ายแพ้ในชีวิตการทำงานได้เลย เพราะข้าพเจ้าหลงคิด ไปว่าตนเองย่อมดีกว่า เก่งกว่า ฉลาดกว่าผู้อื่นเสมอ
ต่อมา เมื่อมองโลกในมุมที่กว้างขึ้น และรู้ตัวว่า สิ่งที่เรา "มี" และสิ่งที่เรา "เป็น" เป็นเพียงแค่เศษเสี้ยวธุลีของระบบทั้งหมด
อุปมาดั่งเป็นไข่ดาวหนึ่งลูก ในบรรดาสรรพอาหารทุกชนิดทั่วทั้งจักรวาล
และเริ่มมองเห็นคุณค่าคนอื่นๆ ... เริ่มยอมรับในคุณค่าคนอื่นๆ ...
.... ข้าพเจ้าก็ถึงจุดเปลี่ยนทางความคิดครั้งใหญ่ ... ณ ช่วงเวลา นั้น
...................................................................................................................
3. และสำหรับผู้อ่านทุกท่าน.....
สุดท้ายจริงๆ ของบทสรุปในวันนี้ ที่จำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องกล่าว.. ก็คือ
การพัฒนาตนเอง ...
และการพัฒนามุมมองความคิด ทั้งหลายทั้งปวง
ดังที่ข้าพเจ้ากล่าวมาอย่างยืดยาวในครั้งนี้
... ย่อมจะไม่มีความสำคัญและคุณค่าใดๆ เลย
หากพวกเราขาด "จิตสำนึก"
และไร้สิ่งที่เรียกว่า "คุณธรรม" ที่ถูกต้องดีงาม ....
และสิ่งที่น่าแปลกมากๆ ก็คือ
สิ่งเหล่านี้ มีการสอน หรือมีการเอ่ยถึง น้อยมากๆ
ในระบบการศึกษาของพวกเราทุกคน ....
เรื่องของ"จิตสำนึก" และ "คุณธรรม" นี้
ถึงแม้ว่า... ข้าพเจ้า จะเพิ่งกล่าวในย่อหน้าสุดท้าย ...
ในบรรทัดสุดท้ายของบทความนี้
แต่ข้าพเจ้าก็ขอยืนยันว่า ทั้งสองสิ่งนี้ ....
เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุด และสำคัญที่สุด
ในการดำเนินชีวิตเป็นมนุษย์ที่ดี ... ของสังคม